ตอนที่ 20 : อนาคตมุสลิมในสิงคโปร์...รุ่งหรือดับ1

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

สิงคโปร์นับเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุด มีอานาเขตรอบเกาะเพียงแค่ 42ตางรางกิโลเมตรเท่านั้น ก็คงจะพอๆกับ จ.สตูล เท่านั้นเองครับ ที่นี่มีประชากรประมาณสิบกว่าล้านคนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคนจีนประมาณ 76% มาเลย์ 15 % แขกอินเดีย 6.2 % และอื่นๆอีกประมาณ 1.8%(1) สำหรับมุสลิมในสิงคโปร์แล้วส่วนใหญ่เป็นคนดังเดิม (บูมีปุตรา) ของที่นี้ครับเพราะแต่เดิมสิงคโปร์ก็เคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียระหว่างปี1964-1965 (2) ส่วนที่เหลือเป็นอินเดียนมุสลิมที่อพยพมาจากอินเดียในช่วงที่สิงคโปร์ยังเป็นเมืองอานานิคมของอังกฤษ
ท่ามกลางการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในทุกๆด้านของประเทศตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ามุสลิมในสิงคโปร์ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในวิธีชีวิต ความเป็นอยู่ การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และการศึกษาไปด้วย ทั้งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและไม่ดี เช่นเดียวกันกับอนาคตของชาวมุสลิมสิงคโปร์ที่จะยังต้องเพชิญกับเรื่องราวท้าทายอีกมาก
ผมเองได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษามุสลิมจากสิงคโปร์สองคนที่มาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย คนหนึ่งกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกและอีกคนหนึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทครับ จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาทั้งสองทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มุมมอง และแง่คิดมากมายของชาวสิงคโปร์เองเกี่ยวกับอนาคตของการเปลี่ยนแปลงในวิธีชีวิต เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา และการศึกษาของมุสลิมในสิงคโปร์ ซึ่งสามารถแบ่งวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้ครับ
ด้านเศรษฐกิจ
ด้วยความที่สิงคโปร์ตั้งอยู่บนปลายแหลมคาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลแห่งหนึ่งของโลกเพราะมีช่องแคบมะละกาที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าทางทะเล มานับร้อยๆปี ทำให้สิงคโปร์มีความได้เปรียบ มีความมั่งคั่ง และร่ำรวยจากการเปิดเป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ ทำให้มุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศนี้หันหน้าเข้าสู่เวทีของการทำธุรกิจ การค้า การลงทุน และการส่งออก เช่นเดียวกันกับชาวจีนและอินเดีย แต่ตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีที่ผ่านปรากฏว่าจำนวนมุสลิมที่เข้ามาทำธุรกิจยังคงมีไม่มากนักเท่าที่ควรและเติบโตช้า เพราะอิทธิผล บารมี และเส้นสายต่างๆยังคงเป็นของชาวจีนเสียเป็นส่วนใหญ่ที่มีเม็ดเงินลงทุนมากกว่า แต่ในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่สิงคโปร์จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน นับเป็นโอกาสดีมากที่มุสลิมสิงคโปร์จะเข้ามาตักตวงโอกาสทำธุรกิจกับชาติมุสลิมอื่นๆในอาเซียนด้วยกัน เช่น อินโดเนเซีย มาเลเซีย และบรูไน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านการท่องเที่ยว อาหารฮาลาล นำเข้า-ส่งออก และธุรกิจในกลุ่มโลจิสติก ทั้งนี้พวกเขาได้เปรียบมากเพราะสิงคโปร์เป็นจุดศูนย์กลางการบินและท่าเรือที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของอาเซียน
จากที่กล่าวมา อาจจะเป็นความหวังได้บ้างว่า ในอนาคตมุสลิมในสิงคโปร์จะมีโอกาสและอนาคตที่ดีขึ้นจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ


สนามบิน ชาง กี (Changi-Airport )เป็นจุดขนส่งทางอากาศที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งทำให้ชาวสิงคโปร์ได้เปรียบได้ด้านการนำเข้า-ส่งออกกับชาติต่างๆ

อาหรับ สตรีท ย่านการค้ามุสลิมขึ้นชื่อในสิงคโปร์
ด้านการเมือง
         เป็นที่ทราบกันดีว่าในย่านอาเซียนบ้านเรานั้นสิงคโปร์เป็นชาติที่มีอำนาจ มีปากมีเสียง มีพลังในการต่อรองในระดับนานาชาติสูงมาก จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในย่านอาเซียนและเอเชียอย่างแท้จริง เช่นเดียวกันกับการเมืองในประเทศที่มีความแข็งแกร่งสูงซึ่งมีชาวจีนเป็นชนชั้นปกครอง สำหรับมุสลิมสิงคโปร์นั้นพวกเขาก็มีสถานะและโอกาสเช่นเดียวกันกับชนชาติอื่นๆในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การปกครองของประเทศ ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีมีตัวแทนมุสลิมเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ในกระทรวง และหน่วยงานองค์กรของรัฐต่างๆมากมายในหลายระดับ แต่ด้วยจำนวนและอำนาจบารมีที่มีน้อยนิด จึงทำให้ตัวแทนทางการเมืองมุสลิมในองค์กรเหล่านี้มีอำนาจการต่อรองน้อยไปหน่อยในแบ่งจัดสรรผลประโยชน์ งบประมาณและโครงการต่างๆที่ดีจากรัฐบาล ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงแค่การทำหน้าที่เพื่อเป็นตัวแทนในการปกป้องสิทธิและเรียกร้องความต้องการต่างๆของมุสลิมในสิงคโปร์ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญสิงคโปร์ เช่น การทำหน้าที่เรียกร้องจัดตั้งโรงเรียนศาสนา การร่างกฎหมายสำหรับมุสลิม  และการจัดตั้งองค์กรมุสลิม เป็นต้น

Dr. Yaacob Ibrahim นักการเมืองมุสลิมในสิงคโปร์
        
   สำหรับมุสลิมในสิงคโปร์แล้ว พวกเขาก็พอใจในระดับหนึ่งกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประเทศที่อย่างน้อยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและโอกาสกับทุกชนชาติในการเป็นตัวแทนของประชาชนของตนเข้ามาบริหารประเทศและรักษาสิทธิต่างๆของกลุ่มตนเองทั้งสิทธิในด้านสวัสดิการ การศึกษา การประกอบศาสนกิจ การเมืองและเศรษฐกิจ สำหรับในอนาคตนั้นรัฐบาลสิงคโปร์อาจจะเปิดโอกาสด้านการเมืองมากขึ้นอีกนิดหนึ่งให้กับทุกชนชั้นในประเทศเพื่อปรับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดูดีขึ้นในสายตาอาเซียนและให้สมกับสภาพสังคมของประเทศที่เป็นเมืองพหุสังคม(3)

พหุสังคมในสิงคโปร์
ติดตามต่อใน โลกมุสลิม ตอนที่ 21
References
(2) http://www.singaporeexpats.com/about-singapore/brief-history.htm. Retrieved on 6th April 6, 2012.
 

ตอนที่ 19: เมื่ออัลกุรอานถูกเผ่า ชาวอัฟกันจะทนได้เยี่ยงไร

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เป็นประเด็นร้อนมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วกรณีทหารสหรัฐในฐานทัพอากาศ Bagram air base ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในนามกองกำลังนาโต้ในอัฟกานิสถานได้เผ่าอัลกุรอานเพราะเกรงว่าผู้ถูกคุมขังชาวอัฟกันจะใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกันในสถานคุมขัง แต่หลังจากนั้นปรากฏว่าได้มีผู้ถูกคุมขังไปพบอัลกุรอานที่ถูกเผ่าเข้าซึ่งถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ  ด้วยเพราะเหตุนี้จึงได้สร้างความไม่พอใจให้ชาวอัฟกานิสถานเป็นอย่างมากและรวมตัวกันออกมาประท้วงตามท้องถนนและสถานที่สำคัญๆของสหรัฐในที่สุด ข่าวนี้กำลังเป็นข่าวดังข่าวหนึ่งในรอบสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะจะรอดูท่าทีของสหรัฐว่าจะออกมาแสดงความขอโทษหรือแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้เช่นใด

การประท้วงในกรุงคาบูล

จากการประท้วงที่เกิดขึ้นมากว่าห้าวันการประท้วงมีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มขยายไปในหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถานจากแค่กรุงคาบูลไปยังจังหวัดมาซัรอัซซารีฟ,เฮราด,ซินดาน,ยาลาลาบัด,การ์เดส,และอัดราสคาน เป็นต้น(1) การประท้วงที่เพิ่มขึ้นทำให้ในขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 20 คน รวมถึงทหารสหรัฐอีก 2 นาย (2) นอกจากนี้สำนักข่าวหลายแห่งยังรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงยังคงมีประท้วงและพยายามเข้าไปทำลายสถานกงสุลและสถานที่สำคัญๆอื่นๆของสหรัฐอีกด้วย(3) และคาดการณ์กันว่าเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนี้ของชาวอัฟกันจะไม่จบลงง่ายๆในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน.

จังหวัดที่มีการประท้วงตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา


เหตุการณ์นี้มีข้อที่น่าวิเคราะห์ดังนี้ครับ
1.การออกมากล่าวขอโทษและรับรองว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกของผู้นำสหรัฐและผู้นำหน่วยงานกองทัพสหรัฐในอัพกานิสถานที่มีต่อผู้นำและประชาชนชาวอัฟกานิสถานนั้นคงไม่สามารถเยียวยาความเจ็บปวดของมุสลิมได้ เพราะสำหรับมุสลิมอัลกุรอานเป็นคำตรัสของอัลเลาะห์ที่ผู้อ่านต้องให้เกียรติและเก็บรักษาไว้ในที่ๆเหมาะสม(4) ฉะนั้นการเผ่าอัลกุรอานจึงถือเป็นการลบหลู่และดูหมิ่นศาสนาอย่างร้ายแรงที่ไม่ควรกระทำ ซึ่งมิใช้เฉพาะอิสลามเท่านั้น ศาสนาอื่นๆก็เช่นเดียวกันหากมีการเผ่าพระมหาคำภีร์เช่นนี้ก็คงมีการประท้วงขึ้นมาอย่างแน่นอน เป็นที่น่าสังเกตว่านี้ไม่ใช้ครั้งแรกที่มีการเผ่าอัลกุรอาน แต่มีการเผ่ามาหลายครั้งแล้วเนื่องจากความมีอัคติ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา

2.เหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้ชาวอัฟกันไม่พอใจสหรัฐมากยิ่งขึ้นและทางฝ่ายตอลิบันคงใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนสติชาวอัฟกันให้เห็นถึงความก้าวร้าวและการละเมิดสิทธิในเรื่องศาสนาของทหารสหรัฐ และปลุกชาวอัฟกันให้ลุกขึ้นสู้กับนาโตและสหรัฐเพื่อที่จะขับไล่ออกจากประเทศ ซึ่งเราต้องจับตาดูว่าสถานการณ์ในอัฟกานิสถานจะพัฒนาต่อไปในแนวใด
3.การถอนทหารออกจากอัฟกันของผู้นำสหรัฐยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงเพราะปัจจุบันถึงแม้จะมีการถอนทหารออกไปก็จริงแต่ก็เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ผมมองว่า สหรัฐจะไม่มีวันถอนทหารออกจากอัฟกันจนหมดแน่นอน คงจะมีการตรึงกำลังจำนวนหนึ่งไว้ในอัฟกานิสถานต่อไปเพราะอัฟกานิสถานยังมีทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมัน ก๊าซ และทองคำเป็นจำนวนมากที่ใครๆก็อยากได้ และยังเป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ทางการทหารที่ดีมากของเอเชียเลยก็ว่าได้ เนื่องจากอัฟกานิสถานมีดินแดนติดกับจีน,อิหร่าน, ปากีสถาน, เอเชียกลาง, และไม่หางจาก รัสเซีย,อินเดียอีกด้วย การตรึงกำลังของสหรัฐในอัฟกานิสถานแบบนี้จะเป็นการคานอำนาจกับจีน, รัสเซีย, อิหร่าน, และอินเดียไปในตัวได้อีกด้วย

 ที่ตั้งของอัฟกานิสถานที่เห็นได้ว่าติดกับหลายประเทศและเป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ที่ดีมากทางการทหาร

References:
(1)        (1)  BBC. Afghanistan Koran protests claim more lives. Available: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia. Retrieved on 25th February 2012.
(2)        (2)  Ibid, http://www.bbc.co.uk/news/world-asia. Retrieved on 25th February 2012.

(3)          Al-Jazeera. Afghan Protests Live Blog. Available: http://blogs.aljazeera.net/liveblog/Afghan-Protests.Retrieved on 25th  February 2012.

(4)          Leadership. Four Killed, Many Wounded In Afghan Koran Protests.Available: http://leadership.ng/nga/articles .Retreived on 25th February 2012.